ภูมิภาคตะวันตก (คันไซ)

ปราสาทโอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า

ภูมิภาคคันไซ มีความก้าวหน้าจนกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยอดีต แลยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม รวมไปถึงประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นด้วย คันไซยังเป็นภูมิภาคที่มีชีวิตชีวา สามารถสร้างความคึกคักให้กับผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่ไม่มีใครเหมือน นักวิชาการมองว่า “ชาวคันไซเป็นนักปฏิบัติ พ่อค้า ติดดิน และมีอารมณ์ขัน” คันไซยังขึ้นชื่อในเรื่องของอาหาร โดยเฉพาะที่ โอซะกะ จึงมีคำกล่าวที่ว่า “เกียวโตซื้อเสื้อผ้าจนหมดตัว โอซาก้ากินจนหมดตัว” อาหารที่มีชื่อเสียงของโอซาก้า เช่น ทะโกะยะกิ โอะโคะโนะมิยะกิ คิตสึเนะอุดง และคุชิคัตสึ ส่วนเกียวโต ก็มีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น นอกจากนี้ คันไซยังขึ้นชื่อในเรื่องของ เนื้อญี่ปุ่น เช่น เนื้อโคเบะ เนื้อมัตสึซะกะ และเนื้อโอมิ อีกทั้งคันไซมีสำเนียงเป็นของตัวเองที่เรียกว่า คันไซเบง ซึ่งมีความแตกต่างจากภาษาหลักทั้งการออกเสียง คำศัพท์ และไวยกรณ์ เป็นสำเนียงที่พูดกันเฉพาะในพื้นที่คันไซเท่านั้น

เมืองโอซาก้า

เมืองโอซาก้า

เมืองโอซาก้า (Osaka) จัดเป็นนครในเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 และเป็นนครที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น
เป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำโยโดะ โอซาก้ามีคลองที่เชื่อมโยงกันไปมาภายใต้ถนนหลายเส้น ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่เมือง สิ่งที่น่าสนใจในโอซาฏ้ามีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน หรือสถานที่ท่องเที่ยว เช่น อ่าวโอซาก้าซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางความทันสมัยที่สุด สวนสนุกUniversal Studios Japan แต่ที่พลาดไม่ได้เลยคือ ปราสาทโอซาก้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี 1586 โดยโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ปัจจุบันเป็นป้อมปราการสูงห้าชั้น จำลองแบบจากของเดิม เก็บรักษาศิลปะวัตถุโบราณหลายชิ้น ทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับตระกูลโทโยโทมิและโอซาก้าในอดีต

เมืองนะคะโนะชิมะ

เมืองนะคะโนะชิมะ

เมืองนะคะโนะชิมะ (Nakanoshima) ตั้งอยู่บนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดเล็กบริเวณแม่น้ำโยโดะ มีศาลเจ้าเทมมังงู ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้ มิจิซะเนะ ซุงะวะระนักวิชาการเสียงดัง ใกล้ๆ กับศาลคือที่ตั้งของ เทนจินบะชิ ถนนช้อปปิ้งที่เจริญก้าวหน้ามาได้ยาวนาน เนื่องจากเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวจะต้องแวะมาเยี่ยมเยือนเสมอ หลังจากที่ได้เข้าสักการะศาลเจ้า นอกจากนี้ยังมีย่านช้อปปิ้งที่น่าสนใจแห่งอื่นๆ อีก เช่น ย่านอุเมะดะ และย่านนัมบะ ที่มีสถานีรถไฟ และศูนย์การค้าใต้ดินที่ทันสมัยอยู่จำนวนมาก สำหรับนักจับจ่ายซื้อของและนักชิมอาหาร “คุอุดะโอะเระ” ถนนนักชิมที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ เช่น ยะกิ-นิกุ (เนื้อย่าง) ฟุกุ-นะเบะ (ปลาปักเป้ากระทะร้อน) ซูชิ และ ทะโกะ-ยะกิ

เมืองโกเบ

เมืองโกเบ

เมืองโกเบ (Kobe) อยู่ใกล้ๆ กับโอซาก้า ใช้เวลาโดยสารด้วยรถไฟแค่ 30 นาทีเท่านั้น เมืองแห่งนี้เป็นเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญ เป็นแหล่งพักอาศัยของชาวต่างชาติ ทำให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงการปฏิรูปสมัยเมจิ บรรยายกาศภายในเมืองเต็มไปด้วยเนินเขา มีตรอกและทางเดินแคบๆ คดเคี้ยวอยู่มากมาย มีเขารอคโกะ ซึ่งมีบ่อน้ำแร่อะริมะออนเซน อยู่ไม่ไกลนัก เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้มาเที่ยวชมวิวและแช่น้ำแร่ นอกจากนี้ยังมีหอคอยอ่าวโกเบ มีความสูงถึง 108 เมตร หากได้ไปเยือน แนะนำว่าควรไปชมตอนเย็น เนื่องจากหอคอยแห่งนี้จะถูกประดับประดาด้วยแสงไฟสวยงาม ตรงข้ามกันคืออ่าวโกเบ บ่งบอกถึงความก้าวหน้าใหม่ๆ ของเมืองริมฝั่ง ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้ที่ชื่นชอบวิวยามค่ำคืนได้เป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นเมืองนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่องของเนื้อโกเบ ที่มีความนุ่มน่ารับประทานมากๆ ถึงขนาดได้ชื่อว่าเป็น Queen ofBeef จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

เมืองฮิเมะจิ

เมืองฮิเมะจิ

เมืองฮิเมะจิ (Himeji) คือที่ตั้งของ ปราสาทฮิเมะจิ ที่ความสวยงามมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เนื่องจากไม่เคยถูกศัตรูรุกรานเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้ยังคงความสมบูรณ์สวยงามไว้ได้มากกว่าปราสาทแห่งอื่นๆ ด้วยความสวยงามนี้เอง ทำให้ได้รับชื่อเล่นว่า ปราสาทนกกระยางขาว บ้างก็เรียกว่า ปราสาทหงส์ขาว โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2123 ผู้สร้างคือ โทโตโตมิ ฮิเดโยชิ นอกจากนี้เมืองฮิเมะจิยังมีสถานที่ที่น่าสนใจแห่งอื่นๆ อีก ได้แก่ 

พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองฮิเมจิ

พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองฮิเมจิ

-พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองฮิเมจิ (Himeji City Museum of Art) ที่สร้างขึ้นด้วยอิฐแดงตั้งแต่สมัยเมจิ ภายในจัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินต่างชาติชาวเบลเยี่ยมชื่อ Paul Delvaux

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จังหวัดเฮียวโกะ

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จังหวัดเฮียวโกะ

-พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จังหวัดเฮียวโกะ (Hyogo Prefectural Museum of History) ที่จะทำให้ผู้ที่มาเยือนได้รู้ถึงความเป็นมาของจังหวัดเฮียวโกะ และประวัติศาสตร์ของปราสาทฮิเมจิ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีต อีกทั้งยังมีห้องจัดแสดงชุดกิโมโนและซามูไร

สวนโคโคะเอ็น

สวนโคโคะเอ็น

-สวนโคโคะเอ็น (Himeji Castle Nishioyashikiato Garen Kokoen) สวนสไตล์ญี่ปุ่น ภายในมีทั้งสวนหิน สวนสน สะพาน น้ำตกและบ่อปลาคาร์ฟสีสันสวยงามว่ายวนดูแล้วเพลินตา หากต้องการชมความสวยงามให้ครบทุกมุม ก็จำเป็นที่จะต้องมาที่สวนบรรยากาศสวยงามแตกต่างกันไปทั้ง 4 ฤดู หากต้องการไปเยี่ยมชมสามารถเข้าชมได้บริเวณด้านหน้าของปราสาทฮิเมจิ

เมืองโตเกียว

เมืองโตเกียว

เมืองเกียวโต เปรียบเสมือนอัญมณีแห่งญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะมาเยือนซักครั้ง โดยเมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นมาก่อน เมื่อประมาณ 1,000 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 794 ก่อนจะย้ายไปยังเอโดะหรือโตเกียวปัจจุบันในปี 1869 ทำให้เมืองเกียวโตเป็นแหล่งรวบรวมศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา และแนวความคิดต่างๆ ของญี่ปุ่น จากในอดีตที่ดีที่สุดที่ในประเทศ ซึ่งปรากฏให้เห็นผ่านวิถีชีวิตของผู้คน วัฒนธรรม อาหารการกิน และภูมิทัศน์ที่บ่งบอกความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ประกอบด้วยอาคารบ้านเรือน สถาปัตยกรรม พระราชวัง โดยเฉพาะวัดและศาลเจ้าที่มีอยู่ทุกมุมเมือง โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในเมืองเกียวโต มีดังต่อไปนี้

ปราสาทนิโจ

ปราสาทนิโจ

-ปราสาทนิโจ มีจุดเด่น คือ ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นจากวัสดุที่เป็นไม้ทั้งหมด ซึ่งแตกต่างกับปราสาทอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่นที่มีฐานเป็นก้อนหิน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นโบราณ ประกอบไปด้วยป้อมปราการที่เรียงตัวเป็นวงแหวนสองชั้น อาณาบริเวณของปราสาทมีพื้นที่ทั้งหมด 275,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่ที่อาคารสร้างทับอยู่ 8,000 ตารางเมตรโดยมีการออกที่หรูหราเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นที่พำนักชั่วคราวของโชกุนโทะกุงะวะ ยิ่งไปกว่านั้นปราสาทนิโจแห่งนี้ ยังถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย

ย่านกิออน

ย่านกิออน

-ย่านกิออน เป็นแหล่งบันเทิงเริงรมย์ยามราตรีที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสถึงศิลปะเก่าแก่ ละครพื้นบ้านของญี่ปุ่น และร้านอาหารแบบดั้งเดิมที่มีการแสดงของผู้หญิงญี่ปุ่น ซึ่งแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ พร้อมกับการเล่นดนตรี และรำไปด้วย โดยคนส่วนใหญ่จะเรียกว่าผู้หญิงเหล่านี้ว่า เกอิชา ซึ่งร้านอาหารเหล่านี้จะตั้งเรียงรายไปตามท้องถนนทำให้เป็นการเพิ่มความโดดเด่นให้กับบรรยากาศภายในย่านแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

วัดคิโยะมิซุ

วัดคิโยะมิซุ

-วัดคิโยะมิซุ ชื่อของวัดนี้มีความหมายว่า น้ำบริสุทธิ์ โดยมีที่มาจากน้ำตกที่ไหลผ่านเนินเขาลงมาบริเวณวัด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2176 เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดเกียวโต ภายในมีอาคารหลักซึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมบัติประจำชาติญี่ปุ่น ตัวอาคารแห่งนี้มีระเบียงไม้ขนาดใหญ่สูง 13 เมตร มีเสาไม้กว่าร้อยต้นรองรับ สร้างยื่นออกจากด้านข้างของเนินเขา จากระเบียงนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเกียวโตได้

-พระราชวังคะทสุระ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นที่มีความสวยงาม อีกทั้งยังมีทิวทัศน์ของสวนที่งดงามมองดูแล้วรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ใกล้ๆ กันนี้ ยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังชูงะกุอิน ซึ่งสร้างขึ้นในสตวรรษที่ 17 ภายใต้การปกครองของโชกุนโทะกุงะวะ เพื่อใช้เป็นสถานที่พักฟื้นของจักรพรรดิมิซุโนะ

ย่านอะระชิยะมะ

ย่านอะระชิยะมะ

-ย่านอะระชิยะมะ ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 10 แหล่งชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งห่างจากเกียวโตไม่มาก โดยนั่งรถไฟเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น ซึ่งในอดีตย่านแห่งนี้เป็นสถานที่พักตากอากาศของพวกชนชั้นผู้ดีมีเงิน ภายในเต็มไปด้วยธรรมชาติขุนเขา สายน้ำ วัด และร้านค้าต่างๆ มากมาย โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าจะเดินเที่ยว หรือปั่นจักรยานเพื่อชมความงามของธรรมชาติได้

วัดคิงกะกุจิ

วัดคิงกะกุจิ

-วัดคิงกะกุจิ (วัดพลับพลาทอง) แต่เดิมวัดคิงกะกุจิ เป็นสถานตากอากาศ และไว้รับรองแขกคนสำคัญของโชกุนโยชิมิสึ แห่งตระกูลอาชิคางะ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1940 ต่อมาบุตรชายของโชกุนโยชิมิสึ ได้เปลี่ยนแปลงให้เป็นวัดนิกายเซนสายรินไซ พลับพลาทองคำแห่งนี้จะมีความสวยงามตระการตา ด้วยแสงสีทองที่ส่องประกายวิบวับจากตัวพลับพลาเมื่อถูกกระทบด้วยแสงแดด เนื่องจากพื้นผิวทั้งหมดถูกปิดคลุมด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ์ ปลายยอดประดับด้วยรูปหล่อนกฟีนิกซ์สีทอง ประกอบด้วยชั้นทั้งหมด 3 ยิ่งไปกว่านั้นในปี พ.ศ. 2537 วัดคิงกะกุจิแห่งนี้ ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

วัดกิงกะกุจิ

วัดกิงกะกุจิ

-วัดกิงกะกุจิ (วัดพลับพลาเงิน) วัดกิงกะกุจิถูกสร้าขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2017 เพื่อเป็นอนุสรณ์แสดงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของตระกูล โดยเลียนแบบจากวัดคิงกะกุจิ (วัดพลับพลาทอง) ที่สร้างโดยโชกุนอาชิคางะ โยชิมิทสึ แม้ว่าวัดกิงกะกุจิจะได้ชื่อว่าพลับพลาเงิน แต่ตัวพลับพลากลับไม่มีสีเงินแต่อย่างใด เนื่องจากระหว่างการก่อสร้างนั้นได้เกิดสงครามโอนินขึ้น ทำให้ความคิดของโชกุนอาชิคางะ โยชิมาสะ ผู้เป็นหลานที่ความตั้งใจว่าจะใช้แผ่นเงินแท้ปิดหุ้มผนังด้านนอกศาลาทั้งหมดต้องหยุดชะงักลงไป แล้วไม่มีโอกาสได้ปิดหุ้มแผ่นเงินอีกเลย

เมืองนารา

เมืองนารา

เมืองนารา ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองเกียวโต มีระยะห่างประมาณ 43 กิโลเมตร ในอดีตนั้น นาราเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่น ก่อนเมืองเกียวโต เมื่อประมาณ 1,300 ปีก่อน จึงถือเป็นเมืองสำคัญที่รวบรวมเอาศิลปะ งานหัตถกรรม วรรณคดี ประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่น และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย เมืองนารายังเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเมืองแห่งกวาง เนื่องจากผู้คนในเมืองต่างเชื่อกันว่าเป็นสัตว์ของเทพเจ้า กวางภายในเมืองนี้จึงเชื่องมาก สามารถเข้าไปเล่นด้วย หรือซื้ออาหารเลี้ยงได้

วัดโทไดจิ

วัดโทไดจิ

-วัดโทไดจิ เป็นวัดพุทธโบราณที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่อดีต ภายในเป็นที่ตั้งของหอไดบุทสึ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เนื่องจากเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยอาคารแห่งนี้ ใช้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปไดบุสึขนาดใหญ่ ที่หล่อมาจากบรอนซ์ทั้งองค์ วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1286 เพื่อปกป้องผู้คนจากภัยธรรมชาติและโรคระบาด ตามบันทึกได้กล่าวว่า มีคนมาช่วยสร้างพระพุทธรูป และหอที่ประดิษฐานมากถึง 2,600,000 คน เลยทีเดียว

ศาลเจ้าคะซุงะ

ศาลเจ้าคะซุงะ

-ศาลเจ้าคะซุงะ ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของวัดโทไดจิ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1311 ถือเป็นศาลเจ้าลัทธิชินโตอีกหนึ่งแห่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย โดยลักษณะภายนอกของศาลเจ้าแห่งนี้ ถูกเคลือบด้วยเงาสีแดงสด ก่อให้เกิดความสวยงามตัดกับธรรมชาติที่แวดล้อมไป ด้วยสีเขียว มีโคมหินประมาณ 1,800 โคม ตั้งเรียงเป็นทางยาวตลอดริมระเบียงทางเดิน

วัดโคฟุกุจิ

วัดโคฟุกุจิ

-วัดโคฟุกุจิ สร้างตั้งแต่ พ.ศ.1253 ถือเป็นวัดประจำตระกูลฟูจิวารา ปัจจุบันนี้ ตระกูลฟูจิวาราก็ยังให้การอุปถัมป์ทำนุบำรุงวัดอยู่ตลอดเวลา ภายในเป็นสถานที่ตั้งของสำนักมรดกแห่งชาติ ซึ่งถูกใช้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปที่มีค่า บริเวณริมแม่น้ำซะรุซะวะที่อยู่ใกล้ๆ กัน คือที่ตั้งของเจดีย์ห้าชั้น ที่สูงเป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น สร้างในปี พ.ศ. 1969  แทนของเดิมที่เก่าแก่มาก ตั้งอยู่

วัดโฮริวจิ

วัดโฮริวจิ

-วัดโฮริวจิ มีชื่อเต็มที่มีแปลว่า”วัดปราชญ์เปรื่องธรรม” โดยมีที่มาจากการที่วัดนี้ ได้เปิดเป็นโรงเรียนสอนศาสนา และก็เป็น อารามสงฆ์ไปในขณะเดียวกัน วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ยอมรับกันว่ามีอาคารไม้หลายหลัง ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีอยู่ในโลก แม้ว่าจะมีวัดอื่นที่เก่าแก่กว่า และมีความสำคัญมากกว่า แต่วัดโฮรีวก็ยังคงเป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น โดยในปี พ.ศ. 2536 วัดโฮรีวได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังยกย่องให้เป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นอีกด้วย

 

อ่านต่อ ...

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>